สุพัตรา
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ประวัติสุนทรภู่


งานวันสุนทรภู่ 2552
งาน วันสุนทรภู่
สถานที่ บริเวณอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
วัน ที่ 25 – 26 มิถุนายน 2552
ประวัติความเป็นมา
พระ สุนทรโวหารเกิดที่บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (ปัจจุบันเป็นสถานีรถไฟบางกอกน้อย) บิดาชื่อ ภู่ เป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มารดาเป็นข้าหลวงในพระราชวังหลัง บิดามารดาได้เลิกร้างตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก โดยที่บิดาท่านออกบวช ณ ที่ภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าถวายตัวเป็นนางนมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ท่านสุนทรภู่ได้รับการศึกษาครั้งแรกที่พระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (ปัจจุบันคือ วัดศรีสุดาราม) เมื่ออายุประมาณ ๒๐ ปี ได้ลอบรักกับหญิงชาววังชื่อ จันทร์ จนโดนจับได้จึงต้องโทษจำคุกอยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่นานท่านก็พ้นโทษเพราะความสามารถในทางบทกลอน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านสุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมอาลักษณ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ขุนสุนทรโวหาร ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องโคลงกลอนต่าง ๆ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ (สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จขึ้นครองราชย์ ถูกปลดออกจากราชการ เนื่องจากได้ดื่มสุราอย่างหนัก ท่านจึงออกบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และได้เดินทางไปที่ต่าง ๆ ท่านจึงแต่นิราศไว้มากมาย รวมอายุพรรษาที่ท่านบวชได้ ๑๐ พรรษา ท่านก็ลาสิกขาบท ชีวิตของท่านในช่วงนี้ลำบากมาก อยู่มาสักระยะหนึ่ง ท่านก็ได้บวชอีกครั้ง แต่ก็บวชได้ ๒ พรรษา และได้ถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าขุนอิศเรศรังสรรค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอดิศเรศรังสรรค์เป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่พระบวรราชวัง ท่านสุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวัง ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ท่านก็ถึงมรณกรรม รวมอายุได้ ๗๐ ปี ปัจจุบันแม้ท่านจะได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่คุณประโยชน์ที่ท่านได้สร้างได้ ก็เป็นที่ประจักษ์ แก่ชาวโลก และชาวไทยเรา องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี
วัดพนัญเชิง

วัดพนัญเชิง เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ตำบลคลองสวนพลู ริมลำน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ในเข อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดนี้เป็นวัดมีมาแต่โบราณ ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง และได้สร้างแต่ครั้งไร ในพระราชพงศวดารเหนือ กล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง(ตามศักราชซึ่งปรากฎในพระราชพงศวดารเหนือ นับว่าก่อนพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างพระนครศรีอยุธยา 317 ปี อยู่ระหว่างสมัยศรีวิชัย กับสมัยลพบุรี) ทรงสร้าง และได้พระราชทานนามไว้แต่เดิมว่า "วัดเจ้าพระนางเชิง"ดัง ตำนานพระราชพงศวดารเหนือ (ฉบับของโรงพิมพ์วัชรินทร์บริษัท เมื่อรัตนโกสินทรศก 113) ตอนหนี่งว่า "ขณะนั้นพระเจ้ากรุงจีนได้บุตรบุญธรรม ในจั่นหมากเอามาเลี้ยงไว้ให้นามชื่อว่านาง สร้อยดอกหมาก ครั้นวัฒนาการจำเริญขึ้นจึงให้โหรมาทำนายว่า ลูกคนนี้จะคู่ควรด้วย กษัตริย์เมืองใด โหรพิเคราะห์ดูหาเห็นว่าจะอยู่แห่งใดไม่ เห็นอยู่แต่ทิศตะวันตกแห่งกรุงไทย มีบุญญาภิสัง ขารมากนัก เห็นจะควรกับพระราชธิดา จึงกราบทูลว่า จะได้กับพระเจ้ากรุงไทยเป็นแน่ พระเจ้ากรุงจีนให้แต่งพระราชสานส์เข้ามาจึงสั่งให้เบิกทูตานุทูตเข้าไป เฝ้า ในพระราชสานส์นั้นว่าพระเจ้า กรุงจีนให้มาเป็นพระราชไมตรีถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ด้วยเราจะยกพระราชธิดาให้เป็นพระอัครมเหสี ให้เสด็จออกมารับโดยเร็ว ครั้นได้แจ้งให้พระราชสานส์ดังนั้นก็ดีพระทัยจึงตรัสว่าเดือน 12 จะยกออกไป ให้ตอบแทนข้าวของไปเป็นอันมาก ทูตทูลลาออกไป จึงสั่งให้เรือเอกชัยเป็นกระบวนพยุหะ
จุลศักราช 375 ปีมะเมีย เบญจศก ครั้น ณ วัน เดือน 12 แรม 11 ค่ำ ได้ศุภวารฤกษ์ดีจึงยกพยุหะไปทางชลมารคพร้อมด้วยเสนาบดีเสด็จมาถึงแหลมวัดปาก คลองพอน้ำขึ้นจึงประทับพระที่นั่ง อยู่หน้าวัด จึงทอดพระเนตรเห็นผึ้งจับอยู่ที่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบัน จึงทรงดำริว่าจะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากรเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เราจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ด้วยกัน เสร็จ ขอให้น้ำผึ้งย้อยหยดลงมากลั้วเอาเรือรีบขึ้นไปประทับบนกำแพงแก้วนั้นเถิด พอตกพระโอษฐ์ลงดังนั้น น้ำผึ้งก็ย้อยลงกลั้วเอาเรือพระที่นั่งขึ้นไปถึงที่ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นประจักษ์ แก่ตาแล้วเสด็จนมัสการ จึงเปลื้องเอาพระภูษาทรงสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรนั้นเสร็จแล้ว เสด็จลงเรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาที่เดิม พระสงฆ์สมภารลงมาถวายชัยมงคลว่า มหาบพิตรพระราช สมภารจะสำเร็จความปรารถนา จะครองไพร่ฟ้าอยู่เย็นเป็นสุขทั่วทิศ จึงถวายพระนามว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ครั้นน้ำหยุดจะลงพระองค์ก็สั่งให้ ท้าวพระยาพฤฒามาตย์ทั้งหลายและเสนามนตรี กลับขึ้นไปรักษาพระนคร แต่พระองค์เสด็จไปทรงเรือพระที่นั่งเอกชัยลำเดียว ด้วยอำนาจพระราชกุศลที่ได้สร้างมาแต่หนหลัง ก็เสด็จไปสะดวกจนถึงเขาไฟ พอจีนทั้งหลายเที่ยวอยู่ในท้องทะเล นั้นเห็นเป็นอัศจรรย์นัก จึงนำเอาเนื้อความกราบทูลพระเจ้ากรุงจีน พระเจ้ากรุงจีนก็สะดุ้งตกใจนัก จึงสั่งให้เสนาผู้ใหญ่ไปดูว่าจะมีบุญจริงหรือ หรือประการใดให้ประทับสองแห่งที่อ่าวนาคคืนหนึ่ง ครั้นเพลาค่ำจึงให้คนสอดแนมดูว่า จะเป็นประการใด ครั้นไปฟังดูได้ยินเสียงดุริยางค์ครึกครื้นไป จึงเอาเนื้อความนั้นกราบทูล จึงสั่งให้เชิญมาอยู่ที่อ่าวเสือคืนหนึ่ง จึงแต่งการรับครั้นเพลาราตรี กาลเทพยดาบันดาลดุริยางค์ดนตรี ครั้นรุ่งขึ้นจึงพระเจ้ากรุงจีนแต่งการกระบวนแห่รับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามา ในพระราชวัง จีนทั่วประเทศสรรเสริญบุญไปทั่ว พระเจ้ากรุงจีนให้ราชาภิเษก นางสร้อยดอกหมาก เป็นพระอัครมเหสีพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระเจ้ากรุงจีนแต่งสำเภาห้าลำ พร้อมเครื่องอุปโภรบริโภคเป็นอันมากให้จีนมีชื่อห้าร้อยคนเข้ามาด้วย จึงพระเจ้ากรุงจีนให้เชิญพระเจ้า สายน้ำผึ้งไปเฝ้า ตรัสว่า บ้านเมืองหามีผู้รักษาไม่ และเกือบจะมีศึกมาย่ำยี ให้พากันกลับไปพระนครเถิดพระเจ้าสายน้ำผึ้งก็ถวายบังคมลา พามาลงเรือสำเภาสิบห้าวันก็ถึงแดนพระนคร ขุนนาง ผู้ใหญ่ผู้น้อยกับพระราชาคณะราษฎรเทพนิกร ก็โสมนัสยินดีทั่วไป จึงแต่งกายรับเสด็จพระราชาคณะฐานานุกรมร้อยห้าสิบไปรับที่เกาะ จึงเรียกว่าเกาะพระแต่นั้นมาและก็เชิญเสด็จมาท้ายเมือง ที่ปากน้ำแม่เบี้ยและเสนาบดี ราชาคณะ จึงเชิญเสด็จเข้าพระราชวัง สั่งให้จัดที่ตำหนักซ้ายขวาสำเร็จ แล้วจึงให้เถ้าแก่กับเรือพระที่นั่งลงมารับนาง นางจึงตอบว่า มาด้วยพระองค์โดยยากมาถึง พระราชวังแล้ว เป็นไฉนจึงไม่มารับถ้าพระองค์ไม่มารับแล้วไม่ไป เถ้าแก่เอาเนื้อความกราบทูลทุกประการ พระองค์แจ้งดังนั้นก็ว่าเป็นการหยอกเล่น มาถึงนี่แลัวจะอยู่ที่นั่นก็ตามเถิดนางรู้ความ ดังนั้นสำคัญว่าจริง ยิ่งเศร้าพระทัยนัก ครั้นรุ่งเช้าแต่งกระบวนแห่มารับ จึงเสด็จพระราชดำเนิน มาด้วย ครั้นถึงเสด็จไปบนสำเภารับนาง นางตัดพ้อว่าไม่ไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงสัพยอกว่า ไม่ไปแล้วก็อยู่ที่นี่ พอตกพระโอฐลงนางก็กลั้นใจตาย พวกจีนไทยร่ำรักแซ่ไป จุลศักราช 406 ปีมะโรง ฉอศก จึงเชิญศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะสถาปนาเป็นพระอาราม ให้นามชื่อว่า วัดเจ้าพระนางเชิงตั้งแต่นั้นมา"
วงแคลช



ประวัติ ความเป็นมา วงดนตรีร็อคหน้า ใหม่และมีสไตล์เป็นของตัวเอง รวมตัวกันครั้งแรก ในชื่อวง LUCIFER เพื่อ เข้าประกวด Hot Wave Music Awards ครั้งที่ 2 และ 3 ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่ราชวินิต บางแก้ว พร้อมคว้าหลายรางวัลจากการประกวด หลังจากนั้น พวกเขามีโอกาสทำอัลบั้มแรกกับสังกัด อัพจี ที่ใช้ชื่อว่า ONE พร้อม เพลง "กอด" เป็นเพลงเปิดตัวของพวกเขา ซึ่งเป็น ฝีมือการแต่ง ทั้งเนื้อร้องและทำนองของ "แบงค์" นักร้องนำ และเรียบเรียงด้วยฝีมือของพวกเขาเองทั้งหมด กับเนื้อหาอบอุ่น จริงใจที่มีต่อใครคนหนึ่ง และกลายเป็นเพลงแจ้งเกิดของพวกเขา ในเวลาต่อมา พร้อมรางวัลจาก "สีสัน อะวอร์ดส์" สาขาเพลงร็อคยอดเยี่ยม จากเพลง "Love Scene" ในปี 2545 เป็นเครื่องการันตี วันนี้ 5 หนุ่มวงแคลช กลับมาอีกครั้งกับความตั้งใจ ที่จะสร้างทางเลือกใหม่ให้กับวงการดนตรี ด้วยผลงานอันดับที่ 2 "Soundshake" ที่ผ่านการคิดทุกขั้นตอน จากมันสมองของพวกเขา รวมทั้งเรียบเรียงเพลงเอง เพื่อให้ได้ซาวนด์ดนตรีที่มีรายละเอียด ละเมียดละไม บวกกับน้ำสียงและลีลาที่โดดเด่นของ"แบงค์" นักร้องนำ ที่ได้ฝากฝีไม้ลายมือการแต่งเพลงไว้ถึง 7 เพลง "Soundshake" งานเพลงที่จะมาเขย่าหัวใจคนฟังให้สั่นสะท้าน ด้วยเพลงเปิดตัว "เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป" และเพลง "ขอเช็คน้ำตา" ที่ฮิตติดชาร์ท ฮอตติดหูคนฟังไปทั่ว หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากมาย กับอัลบั้ม "SOUNDSHAKE" พวกเขาโด่งดัง โดดเด่น จนได้ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาน้ำมันเครื่องยี่ห้อหนึ่ง แล้วยังได้คลอดอัลบั้มพิเศษ SOUNDCREAM ออกมาเซอร์ไพร์สแฟน เพลงกันต่อ ด้วยเสียงดนตรีแบบอะคูสติกที่ฟังสบายขึ้น พร้อมเพลงพิเศษ "เธอคือนางฟ้าในใจ" ที่หลายคนไม่น่าพลาด ปี 2546 ด้วยการจับมือกันของจาก 3 ค่ายเพลงร็อค อย่าง มอร์ มิวสิค,จีนี่ เรคคอร์ดส และอัพจี อัลบั้มพิเศษ Little Rock Project จึงเกิดขึ้น จากการรวมกันเฉพาะกิจ ของ 7 วงร็อครุ่นใหม่มาแรง Clash, ABnormal, Paradox, I-zax, Ultra Chuadz, Zeal และกะลา ที่กลับการปลุกกระแสตำนานเพลงร็อคมือขวา"ไมโคร" โดยนำเอา 25 บทเพลงฮิต มาเรียบเรียงและร้องใหม่ ในสไตล์ของแต่ละวง แนว เพลง :. ป๊อปร็อค สังกัด :. อัพจี ผลงาน- ปี 2544 อัลบั้ม One - ปี 2546 อัลบั้ม Soundshake - ปี 2547 อัลบั้ม Brainstrom- ปี 2549 อัลบั้ม Emotion ผลงาน พิเศษ- ปี 2546 อัลบั้ม Soundcream - ปี 2546 อัลบั้ม Little Rock Project ภาพยนตร์- พันธุ์ x เด็กสุดขั้ว (แบงค์)
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ประวัตินักร้อง

ชื่อ ปัญญริสา ชื่อเล่น หวาย เกิด 27 / 03 / 1993 อายุ 14 ปี สีที่ชอบ ส้ม คติประจำใจ ฝันให้ไกลไปให้ถึง อาหารที่ชอบ pizza and chocolate สัตว์ที่เกลียด ปลาฉลาม กีฬาที่ชอบ ice - sket bastketball จินนี่ ชื่อจริง - ผุสชา โชติวิจิตร (Phutsacha Chotivichit) ชื่อเล่น - จินนี่ (Jinny) วันเกิด - 18 มิถุนายน 2535 ส่วนสูง - 165 cm น้ำหนัก - 42 kg. พี่น้อง - พี่สาว 2 คน และ น้องสาว 1 คน การศึกษา - ปัจจุบัน Shrewsbury International School Yr.11 (เทียบเท่ากับ ม.4) - อนุบาลเธียนประสิทธิศาสตร์ (อนุบาล) - โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ (ป.1-ป.4) - โรงเรียนเลิศหล้า หลักสูตรอินเตอร์ (ป.5- ป.6) สีโปรด - ชมพู (ชอบที่สุดเลยๆ) ความสามารถพิเศษ - เล่นเปียโน ZHEZA diary - http://jinny.home.zheza.com hi5 - http://jin-ny.hi5.com นิสัย - อารมณ์ดี ,หัวเราะง่ายมากๆ ( 55+) สีโปรด - ชมพู (ชอบที่สุดเล้ยๆ) อาหารที่ชอบทาน - พิซซ่า, อาหารญี่ปุ่น แนวเพลงที่ชอบ - ป๊อป ฟังสบายๆ ของสะสม - ตุ๊กตาหมี forever friend ผลไม้ที่ชอบ - สตอเบอรรี่ (ลูกใหญ่ๆ หวานๆ นะ อิอิ ) ผลงานที่ผ่านมา - ถ่ายนิตยสาร knock knock / seventeen / bump / i-like / a-star - โฆษณา TV-tros (สเปรย์) - ภาพนิ่ง ปลาหมึก squiddy - เป็นหนึ่งในสมาชิกชาว kamikaze แก๊งค์ผลงานปัจจุบัน - เจ้าของอัลบั้ม "k.c.y." (เค.ซี.วาย.)
นักแข่งรถ



รัฐภาคย์ วิไลโรจน์
รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ เป็นทายาทคนโตของ คริสมาส วิไลโรจน์ แชมป์ทางเรียบผู้โด่งดังเจ้าของแชมป์ประเทศไทย แชมป์อาเซียน และมาเก๊ากรังปรีซ์หลายสมัย
รัฐภาคย์ เติบโตและคลุกคลีในวงการแข่งขันตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 8 ขวบได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรฮอนด้าเรซซิ่งสคูล โปรแกรมที่ฮอนด้าจัดขึ้นโดยให้นักแข่งสังกัดทีมแข่งบริษัทเป็นครูฝึกสอนให้แก่นักแข่งมือใหม่ จากนั้นรัฐภาคย์ได้ลงการแข่งขันฮอนด้าวันเมคเรซ ด้วยการฝึกฝนอย่างเข้มงวดของคริสมาสผู้ที่เป็นบิดาในฐานะผู้จัดการทีมแข่ง ประกอบกับไหวพริบและลีลาการขับขี่ที่เฉียบคมได้สร้างความเป็นอัจฉริยะให้แก่รัฐภาคย์ โดยสามารถคว้าแชมป์วันเมคเรซมาครองได้ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปีเท่านั้น
ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ได้หล่อหลอมความแข็งแกร่งให้รัฐภาคย์มาอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2546 และ 2547 ที่ผ่านมา นอกจากการแข่งขันทั่วไปในไทยแล้ว ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ไปเรียนรู้ประสบการณ์การแข่งขันชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นในรุ่น 125 ซีซี. ปีละ 3 สนาม ด้วยเหตุที่ประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีมาตรฐานการแข่งขันสูงสุดในเอเชีย เทียบเท่ากับการแข่งขันระดับโลก
ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ลงการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นอย่างจริงจัง โดยเลื่อนขั้นมาแข่งขันในรุ่น 250 ซีซี.อย่างเต็มฤดูกาล ผลการแข่งขันในปีแรกรัฐภาคย์ได้คะแนนสะสมลำดับที่ 7 และในปี 2006 ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ลงแข่งในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในรุ่น 250 ซีซี. ผลปรากฎว่ารัฐภาคย์ได้คะแนนสะสมสูงสุด เป็นอันดับที่ 2 ตลอดระยะที่ลงการแข่งขัน รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ได้รับการกล่าวขวัญและเป็นที่ชื่นชมจากสื่อมวลชนและวงการแข่งในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
รัฐภาคย์ ไม่ได้สร้างเฉพาะผลงานในสนามแข่งเพียงอย่างเดียว การสร้างชื่อเสียงจากการลงแข่งขันในต่างประเทศของรัฐภาคย์ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการกีฬาบ้านเรา โดยได้เชื่อมให้สายสัมพันธ์ระหว่างสมาคมแข่งรถจักรยานยนต์ประเทศญี่ปุ่น MFJ และสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์ไทย FMSCT มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยนอกจากการแลกเปลี่ยนนักแข่งไปลงแข่งซึ่งกันเป็นครั้งคราวทั้งทางเรียบและทางฝุ่นแล้ว สมาคมแข่งรถญี่ปุ่นยังอนุญาตให้นักแข่งไทยสามารถใช้ใบอนุญาตของสมาคมแข่งรถญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้นักแข่งต่างชาติเข้าร่วมการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่นได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ชาติต่างๆในภูมิภาคนี้ สามารถแลกเปลี่ยนนักแข่งลงการแข่งซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนานักแข่งในภูมิภาคนี้ให้สู่สนามโลก สำหรับภายในประเทศ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยมของปี 2006 ที่สำคัญที่สุด...การกีฬาแห่งประเทศไทย องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมกีฬาของชาติได้กรุณาเป็นผู้ประสานให้รัฐภาคย์ในฐานะนักกีฬาอาชีพที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ได้รับการศึกษาขั้นอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักกีฬาเยาวชนที่ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติอีกด้วย
กลางเดือนกันยายน ปี 2006 ที่ผ่านมา รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งผู้มีผลงานในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นได้รับการคัดเลือกจากสมาคมแข่งรถจักรยานยนต์ MFJ ให้เป็นนักแข่งรับเชิญ (WILD CARD) เป็นตัวแทนนักแข่งญี่ปุ่นเข้าร่วมการแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP สนามที่ 15 ที่สนาม ทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น การลงแข่งครั้งแรกในสนามโลก รัฐภาคย์ได้ทำสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคน ด้วยการจบการแข่งขันในตำแหน่งที่ 10 จากนักแข่งทั้งหมด 32 คน ทำให้รัฐภาคย์ได้รับคะแนนสะสม 6 คะแนน และถูกบันทึกสถิติในประวัติการแข่งขันโลก การถูกจารึกชื่อและคะแนนสะสมใน FIM องค์กรดูแลการแข่งขันทั่วโลก ถือเป็นเกียรติยศของนักแข่ง และประเทศชาติสังกัดของนักแข่ง ที่เป็นความใฝ่ฝันอันทรงเกียรติของนักแข่งทุกคนทั่วโลก ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดทำได้ แม้แต่คริสมาส วิไลโรจน์ ผู้เป็นพ่อ หรือแชมป์รุ่นพี่อื่นๆที่ฝึกสอนรัฐภาคย์
นักแข่งไทยวัย 19 ปีผู้นี้ได้ทำวงการแข่งขันโลกและสื่อมวลชนทั่วโลกหันมามอง และกล่าวขวัญพร้อมชื่นชมในความสามารถของนักแข่งไทย หนึ่งในนั้น คือ ทีม STOP AND GO ทีมแข่งจากประเทศสเปน ที่ปัจจุบันส่งนักแข่งชาวอาร์เจนตินา มร. ฟาบริซิโอ เพอเรน (Mr.Fabricio Perren) ลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี.
เจ้าของทีม Stop and Go มร.เอดูอาร์โด คือ หนึ่งในอดีตทีมงานช่างที่ผลักดันให้ Sito Pons. เป็นแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี. ในอดีต มร.เอดูอาร์โด ใฝ่ฝันที่จะปั้นนักแข่งดาวรุ่งสู่โพเดียมบัลลังค์อันทรงเกียรติ เขาหมายตาและเฝ้าดูลีลาการขับขี่ของรัฐภาคย์ในช่วงลงแข่งขันสนามโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เขาเชื่อว่ารัฐภาคย์มีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมทางกับเขาสู่บัลลังค์โลก
นอกจากนั้น เขายังหวังอีกว่าการสนับสนุนนักแข่งไทยสู่สนามโลก จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสเปนกับไทย และยังเป็นการช่วยยกระดับนักแข่งในภูมิภาคนี้สู่สนามโลก ด้วยการประสานงานของ HRC หรือ ฮอนด้า เรซซิ่ง คอเปอเรชั่น บริษัททีมแข่งฮอนด้า เมื่อปลายเดือนตุลาคม ทีมแข่ง STOP AND GO และ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ตกลงร่วมกันส่งนักแข่งรัฐภาค วิไลโรจน์ นักแข่งขวัญใจชาวไทยลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี. เต็มฤดูกาลใน ปี 2007
รัฐภาคย์ ขวัญใจชาวไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากคนในชาติเช่นกัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศมาเป็นผู้สนับสนุน คือ บริษัท ปตท.จำกัด มหาชน บริษัทพลังงานแห่งชาติ และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานแห่งชาติไทย ปตท. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักได้อนุญาติให้ใช้ลายสีสัญลักษณ์ "เปลวไฟโชติช่วงชัชวาลย์" ในรถแข่ง และชุดหนังของรัฐภาคย์ในการลงแข่งขันในครั้งนี้
เส้นทางของรัฐภาคย์สู่สนามโลกเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ให้แก่วงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไทย บนแส้นทางนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าขาดการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ฮอนด้า ทีมแข่ง STOP AND GO และรัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ขอขอบคุณ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย FMSCT ตัวแทน FIM ในประเทศไทย แรงสนับสนุนจากบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. และสายการบินแห่งชาติ การบินไทย และหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน เราเชื่อว่า รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ หรือเจ้าฟิลม์ ในนาม ทีมแข่งไทย-ฮอนด้า-พีทีที-แสค (SAG) จะสร้างเส้นทางใหม่ให้แก่นักแข่งไทย เอาธงไตรรงค์ของเราไปโบกสบัดในสนามโลก ประกาศศักยภาพและสร้างประวัติของเรา
รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ เป็นทายาทคนโตของ คริสมาส วิไลโรจน์ แชมป์ทางเรียบผู้โด่งดังเจ้าของแชมป์ประเทศไทย แชมป์อาเซียน และมาเก๊ากรังปรีซ์หลายสมัย
รัฐภาคย์ เติบโตและคลุกคลีในวงการแข่งขันตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 8 ขวบได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรฮอนด้าเรซซิ่งสคูล โปรแกรมที่ฮอนด้าจัดขึ้นโดยให้นักแข่งสังกัดทีมแข่งบริษัทเป็นครูฝึกสอนให้แก่นักแข่งมือใหม่ จากนั้นรัฐภาคย์ได้ลงการแข่งขันฮอนด้าวันเมคเรซ ด้วยการฝึกฝนอย่างเข้มงวดของคริสมาสผู้ที่เป็นบิดาในฐานะผู้จัดการทีมแข่ง ประกอบกับไหวพริบและลีลาการขับขี่ที่เฉียบคมได้สร้างความเป็นอัจฉริยะให้แก่รัฐภาคย์ โดยสามารถคว้าแชมป์วันเมคเรซมาครองได้ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปีเท่านั้น
ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ได้หล่อหลอมความแข็งแกร่งให้รัฐภาคย์มาอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2546 และ 2547 ที่ผ่านมา นอกจากการแข่งขันทั่วไปในไทยแล้ว ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ไปเรียนรู้ประสบการณ์การแข่งขันชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นในรุ่น 125 ซีซี. ปีละ 3 สนาม ด้วยเหตุที่ประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีมาตรฐานการแข่งขันสูงสุดในเอเชีย เทียบเท่ากับการแข่งขันระดับโลก
ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ลงการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นอย่างจริงจัง โดยเลื่อนขั้นมาแข่งขันในรุ่น 250 ซีซี.อย่างเต็มฤดูกาล ผลการแข่งขันในปีแรกรัฐภาคย์ได้คะแนนสะสมลำดับที่ 7 และในปี 2006 ฮอนด้าได้ส่งรัฐภาคย์ลงแข่งในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในรุ่น 250 ซีซี. ผลปรากฎว่ารัฐภาคย์ได้คะแนนสะสมสูงสุด เป็นอันดับที่ 2 ตลอดระยะที่ลงการแข่งขัน รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ได้รับการกล่าวขวัญและเป็นที่ชื่นชมจากสื่อมวลชนและวงการแข่งในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
รัฐภาคย์ ไม่ได้สร้างเฉพาะผลงานในสนามแข่งเพียงอย่างเดียว การสร้างชื่อเสียงจากการลงแข่งขันในต่างประเทศของรัฐภาคย์ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการกีฬาบ้านเรา โดยได้เชื่อมให้สายสัมพันธ์ระหว่างสมาคมแข่งรถจักรยานยนต์ประเทศญี่ปุ่น MFJ และสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์ไทย FMSCT มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยนอกจากการแลกเปลี่ยนนักแข่งไปลงแข่งซึ่งกันเป็นครั้งคราวทั้งทางเรียบและทางฝุ่นแล้ว สมาคมแข่งรถญี่ปุ่นยังอนุญาตให้นักแข่งไทยสามารถใช้ใบอนุญาตของสมาคมแข่งรถญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้นักแข่งต่างชาติเข้าร่วมการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่นได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ชาติต่างๆในภูมิภาคนี้ สามารถแลกเปลี่ยนนักแข่งลงการแข่งซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนานักแข่งในภูมิภาคนี้ให้สู่สนามโลก สำหรับภายในประเทศ รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยมของปี 2006 ที่สำคัญที่สุด...การกีฬาแห่งประเทศไทย องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมกีฬาของชาติได้กรุณาเป็นผู้ประสานให้รัฐภาคย์ในฐานะนักกีฬาอาชีพที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ได้รับการศึกษาขั้นอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักกีฬาเยาวชนที่ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติอีกด้วย
กลางเดือนกันยายน ปี 2006 ที่ผ่านมา รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งผู้มีผลงานในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นได้รับการคัดเลือกจากสมาคมแข่งรถจักรยานยนต์ MFJ ให้เป็นนักแข่งรับเชิญ (WILD CARD) เป็นตัวแทนนักแข่งญี่ปุ่นเข้าร่วมการแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP สนามที่ 15 ที่สนาม ทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น การลงแข่งครั้งแรกในสนามโลก รัฐภาคย์ได้ทำสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคน ด้วยการจบการแข่งขันในตำแหน่งที่ 10 จากนักแข่งทั้งหมด 32 คน ทำให้รัฐภาคย์ได้รับคะแนนสะสม 6 คะแนน และถูกบันทึกสถิติในประวัติการแข่งขันโลก การถูกจารึกชื่อและคะแนนสะสมใน FIM องค์กรดูแลการแข่งขันทั่วโลก ถือเป็นเกียรติยศของนักแข่ง และประเทศชาติสังกัดของนักแข่ง ที่เป็นความใฝ่ฝันอันทรงเกียรติของนักแข่งทุกคนทั่วโลก ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดทำได้ แม้แต่คริสมาส วิไลโรจน์ ผู้เป็นพ่อ หรือแชมป์รุ่นพี่อื่นๆที่ฝึกสอนรัฐภาคย์
นักแข่งไทยวัย 19 ปีผู้นี้ได้ทำวงการแข่งขันโลกและสื่อมวลชนทั่วโลกหันมามอง และกล่าวขวัญพร้อมชื่นชมในความสามารถของนักแข่งไทย หนึ่งในนั้น คือ ทีม STOP AND GO ทีมแข่งจากประเทศสเปน ที่ปัจจุบันส่งนักแข่งชาวอาร์เจนตินา มร. ฟาบริซิโอ เพอเรน (Mr.Fabricio Perren) ลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี.
เจ้าของทีม Stop and Go มร.เอดูอาร์โด คือ หนึ่งในอดีตทีมงานช่างที่ผลักดันให้ Sito Pons. เป็นแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี. ในอดีต มร.เอดูอาร์โด ใฝ่ฝันที่จะปั้นนักแข่งดาวรุ่งสู่โพเดียมบัลลังค์อันทรงเกียรติ เขาหมายตาและเฝ้าดูลีลาการขับขี่ของรัฐภาคย์ในช่วงลงแข่งขันสนามโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เขาเชื่อว่ารัฐภาคย์มีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมทางกับเขาสู่บัลลังค์โลก
นอกจากนั้น เขายังหวังอีกว่าการสนับสนุนนักแข่งไทยสู่สนามโลก จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสเปนกับไทย และยังเป็นการช่วยยกระดับนักแข่งในภูมิภาคนี้สู่สนามโลก ด้วยการประสานงานของ HRC หรือ ฮอนด้า เรซซิ่ง คอเปอเรชั่น บริษัททีมแข่งฮอนด้า เมื่อปลายเดือนตุลาคม ทีมแข่ง STOP AND GO และ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ตกลงร่วมกันส่งนักแข่งรัฐภาค วิไลโรจน์ นักแข่งขวัญใจชาวไทยลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี. เต็มฤดูกาลใน ปี 2007
รัฐภาคย์ ขวัญใจชาวไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากคนในชาติเช่นกัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศมาเป็นผู้สนับสนุน คือ บริษัท ปตท.จำกัด มหาชน บริษัทพลังงานแห่งชาติ และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานแห่งชาติไทย ปตท. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักได้อนุญาติให้ใช้ลายสีสัญลักษณ์ "เปลวไฟโชติช่วงชัชวาลย์" ในรถแข่ง และชุดหนังของรัฐภาคย์ในการลงแข่งขันในครั้งนี้
เส้นทางของรัฐภาคย์สู่สนามโลกเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ให้แก่วงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไทย บนแส้นทางนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าขาดการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ฮอนด้า ทีมแข่ง STOP AND GO และรัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ขอขอบคุณ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย FMSCT ตัวแทน FIM ในประเทศไทย แรงสนับสนุนจากบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. และสายการบินแห่งชาติ การบินไทย และหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน เราเชื่อว่า รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ หรือเจ้าฟิลม์ ในนาม ทีมแข่งไทย-ฮอนด้า-พีทีที-แสค (SAG) จะสร้างเส้นทางใหม่ให้แก่นักแข่งไทย เอาธงไตรรงค์ของเราไปโบกสบัดในสนามโลก ประกาศศักยภาพและสร้างประวัติของเรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)